บิตคอยน์ไต่ขึ้นไปแตะระดับ $78,280 (ดอลลาร์สหรัฐ) เมื่อวันจันทร์ ขณะที่หุ้นของ Nvidia, Intel, AMD และ Marvell ร่วงลงอย่างหนัก หลังผู้บริหารระดับสูงในวงการ AI ออกมาเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนาโมเดล ความเคลื่อนไหวที่สวนทางกันนี้แสดงให้เห็นว่าคริปโตกำลังเดินเกมของตัวเอง แยกออกจากแรงเทขายในหุ้นกลุ่ม AI ซึ่งเป็นเรื่องที่ใครก็ตามที่ถือสินทรัพย์ทั้งสองประเภทควรจับตาดู
เกิดอะไรขึ้นจริง ๆ
Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic เผยแพร่บทความช่วงสุดสัปดาห์ในหัวข้อ "We Must Pace the Frontier" กระตุ้นให้แล็บ AI ต่าง ๆ จงใจชะลอการพัฒนาความสามารถของโมเดลลง ตามรายงานของ Decrypt โดย Amodei ระบุเหตุผลสองข้อ คือการพัฒนาตัวเองแบบ recursive self-improvement ที่เร่งความเร็วของความก้าวหน้า และเหตุการณ์ agent-swarm ระหว่าง OpenAI กับ Hugging Face ที่เขามองว่าเป็นสัญญาณเตือน ทั้ง Sam Altman จาก OpenAI และ Elon Musk จาก xAI ต่างออกมาแสดงความเห็นด้วยต่อสาธารณะ
ในวันจันทร์ ดัชนี Philadelphia Semiconductor ร่วงลงเกือบ 6% หุ้น Nvidia ลดลงมากถึง 3% Intel ร่วงกว่า 5% AMD ดิ่งลงประมาณ 6% ส่วน Marvell สูญเสียมูลค่าไปมากถึง 7.5% ในทางกลับกัน บิตคอยน์กลับปรับตัวขึ้นไปสูงถึง $78,280 เพิ่มขึ้นเกือบ 2% นับตั้งแต่เที่ยงคืน UTC ซึ่งยังต่ำกว่าสถิติสูงสุดในเดือนกันยายนที่ $82,284 อยู่ประมาณ 4.8% ด้าน Ethereum เพิ่มขึ้น 2.1% มาซื้อขายใกล้ $2,514 ขณะที่ XRP บวก 3.3% ตามข้อมูลจาก Decrypt
ที่มาที่ไป
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บิตคอยน์แยกตัวออกจากสินทรัพย์เสี่ยงในรอบวัฏจักรนี้ ก่อนหน้านี้ราคาเคยร่วงลงไปที่ $76,877 ระหว่างสุนทรพจน์สายเหยี่ยวของ Kevin Warsh ประธาน Federal Reserve ในงาน Jackson Hole ช่วงปลายเดือนสิงหาคม ก่อนจะดีดตัวกลับขึ้นไปเหนือ $80,000 อีกครั้งในวันที่ 3 กันยายน หลัง Christopher Waller ผู้ว่าการ Fed ส่งสัญญาณเปิดกว้างต่อการคงอัตราดอกเบี้ย ซึ่งความเห็นดังกล่าวจุดชนวนให้เกิด short squeeze มูลค่ากว่า 415 ล้านดอลลาร์
การพุ่งขึ้นในวันจันทร์ก็เดินตามจังหวะเดิม กล่าวคือความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยกดราคาบิตคอยน์ลง แต่เพียงมีสัญญาณผ่อนคลายนโยบายเข้ามา ราคาก็ดีดกลับทันที นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นยังได้แรงหนุนเพิ่มเติมหลังโอกาสที่สภาคองเกรสจะผ่านร่างกฎหมาย Clarity Act ภายในปี 2026 เพิ่มขึ้นเป็น 31% บน Polymarket หลังประธานาธิบดี Trump ยอมรับข้อกำหนดด้านจริยธรรมฉบับปรับปรุงที่เคยทำให้ร่างกฎหมายนี้ค้างเติ่งมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับคุณ
สำหรับผู้ถือคริปโต ความแตกต่างของทิศทางราคาครั้งนี้บ่งชี้ว่าบิตคอยน์กำลังเคลื่อนไหวเหมือนสินทรัพย์อิสระมากขึ้น ไม่ใช่หุ้นเทคโนโลยีตัวหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อความเชื่อมั่นในกลุ่ม AI อ่อนแอลง สำหรับนักพัฒนาในอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ไม่ว่าจะเป็นแว่นตาอัจฉริยะหรือชิปสำหรับอุปกรณ์สวมใส่ การเรียกร้องให้ชะลอตัวครั้งนี้ก็สำคัญเช่นกัน เพราะอาจทำให้เม็ดเงินลงทุนเปลี่ยนทิศจากการขยายขนาดโมเดลแบบดิบ ๆ ไปสู่เครื่องมือด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยแทน
สำหรับผู้ผลิตชิป แรงเทขายครั้งนี้สะท้อนว่าตลาดอาจเริ่มตีราคาการเติบโตของดีมานด์ที่ช้าลง หากแล็บต่าง ๆ เลือกชะลอตัวเองโดยสมัครใจ ส่วนใครที่ติดตามนโยบายคริปโตของสหรัฐฯ ความคืบหน้าของ Clarity Act น่าจะมีผลโดยตรงมากกว่าการเคลื่อนไหวของราคาเพียงครั้งเดียว เพราะความชัดเจนด้านกฎระเบียบส่งผลต่อโครงสร้างตลาดในระยะยาว
คำถามใหญ่ที่ตามมา
หากแล็บ AI ชั้นนำเลือกชะลอการพัฒนาความสามารถของโมเดลด้วยความสมัครใจจริง ตลาดจะยังคงแยกคริปโตออกจากหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ต่อไปหรือไม่ หรือการแยกตัวในวันจันทร์เป็นเพียงปฏิกิริยาชั่วคราวต่อบทความหนึ่งชิ้นและคำรับรองสองเสียง คำตอบของคำถามนี้อาจกำหนดว่านักลงทุนจะมองบิตคอยน์อย่างไรในการปรับฐานของกลุ่มเทคโนโลยีครั้งต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง สินทรัพย์คู่ขนาน หรือเพียงสินทรัพย์เสี่ยงอีกตัวหนึ่งที่บังเอิญเคลื่อนไหวต่างออกไปในครั้งนี้
สิ่งที่ต้องจับตา
วุฒิสภาสหรัฐฯ จะลงมติ cloture ต่อร่างกฎหมาย Clarity Act ในวันอังคาร ซึ่งต้องการเสียงสนับสนุนจากพรรครีพับลิกันแทบทั้งหมด บวกกับเสียงจากพรรคเดโมแครตอีกใกล้เคียง 9 เสียง เพื่อให้ครบ 60 เสียงตามที่กำหนด ตลาดยังต้องจับตาว่าหุ้น Nvidia, Intel และ AMD จะฟื้นตัวกลับมาหรือร่วงลงต่อ ขณะที่ตลาดคาดการณ์ล่วงหน้าให้โอกาส 55% ที่บิตคอยน์จะยืนเหนือระดับ $76,000 ได้ตลอดสัปดาห์นี้



