ช่องโหว่ในกระบวนการสร้างค่าสุ่ม (entropy) ของ hardware wallet ตระกูล Coldcard เปิดทางให้แฮกเกอร์ขโมย Bitcoin ไปมากกว่า 1,596 BTC คิดเป็นมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บั๊กนี้ตอกย้ำให้เห็นว่ากระบวนการสร้าง private key นั้นเปราะบางเพียงใด แม้จะอยู่ในอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องมันโดยเฉพาะก็ตาม
เกิดอะไรขึ้นกันแน่
Coinkite บริษัทผู้พัฒนา Coldcard เปิดเผยช่องโหว่ด้าน entropy เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ตามรายงานของ Cointelegraph ทีมนักวิจัยจาก Galaxy Digital ระบุว่าแฮกเกอร์ใช้ช่องโหว่นี้โจมตีแบบประสานงานกัน ขโมย Bitcoin ไปมากกว่า 1,596 BTC มูลค่าอย่างน้อย 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทาง Coinkite ได้ปล่อยไฟล์อัปเดตเฟิร์มแวร์เพื่อแก้ไขปัญหาแล้ว และแจ้งให้ผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบย้ายเงินไปยังกระเป๋าที่สร้างขึ้นใหม่ทันที
Dustin Dettmer นักพัฒนาจาก Core Lightning ตั้งข้อสังเกตว่าต้นตอของบั๊กอาจย้อนไปถึงการเปลี่ยนแปลงเฟิร์มแวร์ในปี 2021 ที่ปิดการทำงานของตัวสุ่มตัวเลขแบบฮาร์ดแวร์ (hardware random number generator) จนทำให้ระบบต้องพึ่งพา Yasmarang ซึ่งเป็นตัวสุ่มเทียม (pseudo-random number generator) ที่อ่อนแอกว่าใน MicroPython แทน ทาง Coinkite ยังไม่ยืนยันลำดับเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่โฆษกของบริษัทบอกกับ Cointelegraph ว่าเฟิร์มแวร์บางเวอร์ชันมีเส้นทางสำรอง (fallback path) ในการสร้าง seed ที่อาจให้ค่า entropy ที่อ่อนแอบนตัวอุปกรณ์เองได้ ทั้งนี้อุปกรณ์ที่ใช้การสร้าง entropy ด้วยมือ เช่น การทอยลูกเต๋า ไม่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่นี้
ที่มาของปัญหา
กระเป๋า Bitcoin ทุกใบเริ่มต้นจาก seed phrase ที่สร้างขึ้นจากกลุ่มข้อมูลสุ่ม ค่า entropy คือตัวบอกว่าข้อมูลนั้นคาดเดาได้ยากแค่ไหน หาก entropy อ่อนแอลง แฮกเกอร์จะสามารถจำกัดขอบเขตของ private key ที่เป็นไปได้ และไล่เรียงจนสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้ในที่สุด
ช่องโหว่นี้ซ่อนตัวอยู่โดยไม่ถูกตรวจพบมานานกว่า 5 ปี ตามข้อมูลของ Zach Herbert ซีอีโอของ Foundation ปัญหาการสุ่มตัวเลขที่อ่อนแอไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการนี้ Jameson Lopp ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย Bitcoin เคยบันทึกช่องโหว่คล้ายกันนี้ไว้ในกระเป๋าและไลบรารีอื่น ๆ มาก่อน รวมถึงแอป Android ของ Blockchain.com และ Trust Wallet ปัจจุบัน Ledger, Trezor และ Foundation ต่างใช้กลยุทธ์ด้าน entropy ที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ที่ผ่านการรับรองความปลอดภัย ไปจนถึงการรวมแหล่งข้อมูลสุ่มหลายแหล่งที่เป็นอิสระจากกัน แต่ไม่มีวิธีใดที่การันตีได้ 100% ว่าจะไม่เกิดจุดบกพร่องเพียงจุดเดียวที่ทำให้ระบบล้มทั้งหมด
เรื่องนี้สำคัญกับคุณอย่างไร
สำหรับผู้ใช้ Coldcard สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือทำตามคำแนะนำการย้ายกระเป๋าจาก Coinkite สำหรับกระเป๋าที่สร้างขึ้นบนเฟิร์มแวร์ที่ได้รับผลกระทบ ส่วนในภาพรวมของอุตสาหกรรม เหตุการณ์นี้เป็นแรงผลักดันให้ผู้ผลิตต้องหันมาใช้มาตรฐาน entropy ที่แข็งแรงและตรวจสอบได้ ตามที่ Nick Percoco ประธานฝ่ายความปลอดภัยของ Kraken เสนอไว้ ผู้พัฒนาอาจต้องเผชิญกับความกดดันให้เผยแพร่เฟิร์มแวร์แบบ reproducible หรือเปิดให้มีการตรวจสอบจากบุคคลที่สาม ตามแนวทางโอเพนซอร์สที่ Foundation ใช้อยู่
สำหรับผู้ถือครองสินทรัพย์ทั่วไป เหตุการณ์นี้ตอกย้ำข้อแลกเปลี่ยนที่ใหญ่กว่าในเรื่องการเก็บสินทรัพย์ด้วยตนเอง (self-custody) นั่นคือ hardware wallet มักรวมความเสี่ยงไว้ที่จุดเดียวคือขั้นตอนการสร้าง seed ในขณะที่โมเดลแบบอื่น เช่นกระเป๋าที่ใช้เทคโนโลยี MPC อย่าง bonuz จะกระจาย private key ออกเป็นส่วน ๆ ทั่วทั้งเครือข่าย และให้ผู้ใช้เข้าสู่ระบบผ่าน social login โดยไม่ต้องเก็บ seed phrase ไว้เลย
คำถามใหญ่ที่ตามมา
หากความสุ่มสามารถล้มเหลวได้อย่างเงียบเชียบภายในอุปกรณ์ที่ถูกสร้างมาเพื่อการสุ่มโดยเฉพาะ แล้วต้องมีการตรวจสอบมากเพียงใดก่อนที่เราจะไว้วางใจให้กระเป๋าใดกระเป๋าหนึ่งเก็บเงินจำนวนที่เปลี่ยนชีวิตได้ อุตสาหกรรมควรบังคับให้มีการรับรองจากบุคคลที่สามสำหรับเฟิร์มแวร์ทุกเวอร์ชันหรือไม่ หรือความปลอดภัยควรขึ้นอยู่กับความเข้าใจของผู้ใช้เองในกระบวนการทั้งหมด เหตุการณ์ Coldcard ไม่ได้ให้คำตอบสำหรับคำถามนี้ มันเพียงแสดงให้เห็นว่าแทบไม่มีใครถามคำถามนี้เลยต่างหาก
สิ่งที่ต้องติดตามต่อไป
Coinkite ระบุว่าจะเผยแพร่รายงานสรุปทางเทคนิคฉบับสมบูรณ์เกี่ยวกับช่องโหว่นี้ในเร็ว ๆ นี้ แม้จะยังไม่มีการระบุวันที่ชัดเจน ผู้ใช้ Coldcard ที่มีกระเป๋าซึ่งสร้างขึ้นบนเฟิร์มแวร์ที่ได้รับผลกระทบควรจับตาดูคำแนะนำการย้ายกระเป๋าอย่างเป็นทางการจาก Coinkite ส่วนมาตรฐานความมั่นใจด้านความปลอดภัยที่ Nick Percoco เสนอ ซึ่งครอบคลุมการตรวจสอบ entropy และการรับรองเฟิร์มแวร์ ยังคงเป็นเพียงประเด็นถกเถียง ไม่ใช่กฎบังคับอย่างเป็นทางการ คาดว่าจะมีการตรวจสอบแนวทางด้าน entropy ของ Ledger, Trezor และ Foundation อย่างเข้มข้นขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า



