ส่วนแบ่งตลาดของบิตคอยน์เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดคริปโตทั้งหมดพุ่งขึ้นแตะ 60% ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2026 ขณะที่อัลต์คอยน์และมีมคอยน์ร่วงลงอย่างหนัก การเปลี่ยนแปลงนี้มีนัยสำคัญ เพราะสะท้อนว่านักลงทุนกำลังหนีเข้าหาความปลอดภัย ท่ามกลางกระแสเงินไหลเข้ากองทุน ETF ที่ยังคาดเดาไม่ได้ และตลาดที่กำลังมองหาปัจจัยบวกใหม่
เกิดอะไรขึ้นกันแน่
อัตราส่วน dominance ของบิตคอยน์ ซึ่งวัดส่วนแบ่งมูลค่าตลาดคริปโตทั้งหมด แตะระดับ 60% ในวันพุธที่ 21 ตุลาคม 2026 และยังทรงตัวใกล้ระดับนี้ต่อเนื่องถึงวันพฤหัสบดี ตามรายงานของ CoinDesk โดยบิตคอยน์ซื้อขายอยู่ที่ราว 84,459.46 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะร่วงหลุด 82,000 ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี ส่วนอีเธอร์ซื้อขายอยู่ที่ราว 2,490.55 ดอลลาร์ ในรอบ 7 วันที่ผ่านมา บิตคอยน์และเหรียญหลักส่วนใหญ่ รวมถึงอีเธอร์ XRP และโซลานา ยังทรงตัวถึงบวกเล็กน้อย มีเพียง Zcash เท่านั้นในกลุ่มเหรียญหลักที่พุ่งขึ้นเกิน 10% ขณะที่เหรียญขนาดเล็กเผชิญแรงเทขายหนักกว่า ดัชนี CoinDesk Memecoin Index ร่วงลงกว่า 5% ดัชนี CoinDesk Computing Select Index ลดลง 3.5% และดัชนี DeFi Select Index ลดลง 2.5% โจเอล ครูเกอร์ นักกลยุทธ์ตลาดจาก LMAX Group กล่าวว่า "ช่วงเวลาที่คริปโตเคยทำผลงานโดดเด่นกว่าตลาดอื่นได้ผ่านพ้นไปแล้ว ตอนนี้ตลาดคริปโตเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับตลาดหุ้นมากขึ้น ขณะที่นักลงทุนรอปัจจัยใหม่ที่จะมาขับเคลื่อนภาคนี้"
ที่มาที่ไปของสถานการณ์
ตลาดคริปโตเคลื่อนไหวสอดคล้องกับตลาดหุ้นมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยบิตคอยน์ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยเทียบเคียงภายในภาคคริปโตเอง กองทุน Bitcoin ETF มีเงินไหลเข้ารวม 1.08 พันล้านดอลลาร์ ในช่วง 3 วัน ตามข้อมูลของ CoinDesk แต่วิกรม สุบบุราช ซีอีโอของ Giottus แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนจากอินเดีย ระบุว่ากระแสเงินไหลเข้ายังคงผันผวนและไม่สม่ำเสมอ ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นเอเชียก็ร่วงลงในสัปดาห์นี้เช่นกัน หลังจีนเข้าสู่ภาวะตลาดหมีและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดิ่งลง เพิ่มแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม นอกจากนี้ อัยการจีนยังเดินหน้ายึดบิตคอยน์กว่า 61,800 เหรียญ ที่เกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงมูลค่า 5.7 พันล้านดอลลาร์ หลังศาลอังกฤษมีคำตัดสินเรื่องเขตอำนาจศาล แรงกดดันที่ทับซ้อนกันเหล่านี้ผลักดันให้นักลงทุนโยกเงินเข้าหาบิตคอยน์ และหนีห่างจากเหรียญขนาดเล็กที่ผันผวนมากกว่า
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับคุณ
สำหรับผู้ถือเหรียญ การที่ dominance ของบิตคอยน์เพิ่มขึ้นหมายความว่าบิตคอยน์ทำผลงานได้ดีกว่าอัลต์คอยน์ในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้แปลว่าราคาบิตคอยน์ปรับขึ้นในเชิงมูลค่าสัมบูรณ์เสมอไป สำหรับเทรดเดอร์ สัญญาณนี้บ่งชี้ว่าควรระมัดระวังมากขึ้น นักวิเคราะห์แนะนำให้ทยอยเข้าซื้อเป็นช่วง ๆ และควบคุมขนาดการลงทุนอย่างพอเหมาะ แทนที่จะไล่ซื้อตามการพุ่งขึ้นของราคา สำหรับนักพัฒนาและโปรเจกต์ที่ผูกกับเหรียญขนาดเล็ก อย่างระบบนิเวศ DeFi หรือมีมคอยน์ กระแสเงินไหลออกที่ต่อเนื่องอาจหมายถึงสภาพคล่องและเงินทุนที่บางลงในระยะใกล้นี้ สุบบุราชระบุว่าต้องเห็นกระแสเงินไหลเข้า ETF ที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เป็นครั้งคราว จึงจะยืนยันได้ว่าตลาดกำลังฟื้นตัวจริง จนกว่าจะถึงจุดนั้น คาดว่าอัลต์คอยน์ขนาดเล็กจะยังเผชิญความผันผวนสูงต่อไป
คำถามใหญ่ที่ยังไร้คำตอบ
หากบิตคอยน์ยังคงดูดส่วนแบ่งตลาดต่อไป ขณะที่อัลต์คอยน์ยังคงเลือดไหล คำถามคือสิ่งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ตลาดคริปโตโดยรวม หรือเป็นเพียงการกระจุกตัวของความเสี่ยงไว้ที่สินทรัพย์เดียวกันแน่ ระดับ dominance ที่เกิน 60% ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2026 ว่าสิ่งนี้คือสัญญาณของการหนีเข้าหาสินทรัพย์คุณภาพที่ดีต่อสุขภาพตลาด หรือเป็นสัญญาณเตือนถึงการมีส่วนร่วมที่หดตัวลงในตลาดส่วนที่เหลือ ยังคงเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบชัดเจน
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed จะประชุมเรื่องนโยบายอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าจะส่งผลต่อทิศทางของบิตคอยน์ นอกจากนี้เทรดเดอร์ยังจับตาข้อมูลกระแสเงินไหลเข้า ETF เพื่อดูสัญญาณของเงินทุนที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เป็นครั้งคราว ส่วนการแก้ไขบั๊กของ XRP Ledger ที่เลื่อนออกไปเป็นเดือนพฤศจิกายน ก็เป็นอีกหนึ่งกำหนดการที่ควรติดตาม Bonuz จะยังคงติดตามต่อไปว่าการเปลี่ยนแปลงของ dominance ในแต่ละเหรียญจะส่งผลต่อความต้องการฮาร์ดแวร์และกระเป๋าเงินดิจิทัลทั่วทั้งระบบนิเวศอย่างไร



