สเตเบิลคอยน์ที่ใช้จ่ายจริงพุ่งแตะ 4.82 แสนล้านดอลลาร์ (USD) ตั้งแต่ต้นปีนี้ เพิ่มขึ้น 45% ตามข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ Allium โดย Visa, Mastercard และ Stripe ต่างเริ่มเชื่อมระบบคริปโตเข้ากับการใช้จ่ายผ่านบัตรในชีวิตประจำวัน สัญญาณนี้ชี้ว่าสเตเบิลคอยน์กำลังเปลี่ยนบทบาทจากเครื่องมือเทรดไปสู่การเป็นเงินที่ใช้จ่ายได้จริง ซึ่งเป็นเทรนด์ที่คนใช้เงินดิจิทัลควรติดตาม
เกิดอะไรขึ้นจริง ๆ
Allium รายงานว่ายอดใช้จ่ายด้วยสเตเบิลคอยน์ในปี 2026 แตะ 4.82 แสนล้านดอลลาร์ (USD) เพิ่มขึ้น 45% แม้ปริมาณสเตเบิลคอยน์ทั้งหมดในระบบจะทรงตัว ตามรายงานของ CoinDesk ขณะเดียวกันยอดใช้จ่ายผ่านบัตรที่ผูกกับสเตเบิลคอยน์ก็พุ่งขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน จากข้อมูลของ Allium โดย Visa, Mastercard และ Stripe ต่างเพิ่มระบบรองรับการชำระเงินด้วยคริปโต ทำให้ผู้ใช้จ่ายสเตเบิลคอยน์ได้เหมือนเงินสดตอนเช็กเอาต์ รายงานนี้ไม่ได้แจกแจงตัวเลขตามเครือข่ายหรือภูมิภาค และไม่ได้ระบุว่าสเตเบิลคอยน์ตัวใดเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ตัวเลขหลักที่รายงานคือปริมาณการใช้จ่ายรวม ไม่ใช่จำนวนผู้ใช้งานจริงหรือจำนวนธุรกรรม ข้อมูลของ Allium ชี้ให้เห็นความต่างระหว่าง "ปริมาณเหรียญ" ที่วัดจำนวนสเตเบิลคอยน์ในระบบ กับ "ปริมาณการใช้จ่าย" ที่วัดความถี่ในการเคลื่อนย้ายเงิน
ที่มาที่ไป
ที่ผ่านมาสเตเบิลคอยน์ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือเทรดเป็นหลัก ใช้โอนไปมาระหว่างเอ็กซ์เชนจ์กับกระเป๋าเงินมากกว่าใช้จ่ายตามร้านค้า การเติบโตของปริมาณเหรียญในระบบเคยเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จหลักของอุตสาหกรรมนี้ แต่ปีนี้ตัวเลขดังกล่าวเริ่มทรงตัว ตามรายงานของ CoinDesk ในขณะที่ปริมาณการใช้จ่ายกลับไม่หยุดโต เครือข่ายบัตรรายใหญ่และผู้ให้บริการชำระเงินเริ่มเชื่อมสเตเบิลคอยน์เข้ากับโครงสร้างบัตรที่มีอยู่เดิม ทำให้ร้านค้ารับคริปโตได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบเช็กเอาต์ การผนวกรวมนี้ทำให้สเตเบิลคอยน์ทำหน้าที่คล้ายสกุลเงินสำหรับชำระบัญชีที่เคลื่อนผ่านระบบที่มีอยู่แล้ว มากกว่าจะเป็นแค่ยอดเงินที่นอนนิ่งอยู่ในกระเป๋า ช่องว่างระหว่างปริมาณเหรียญที่ทรงตัวกับยอดใช้จ่ายที่พุ่งขึ้นบ่งชี้ว่าสเตเบิลคอยน์ที่มีอยู่เดิมกำลังหมุนเวียนเร็วขึ้น ไม่ใช่มีการออกเหรียญเพิ่ม
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับคุณ
สำหรับผู้ใช้ทั่วไป การเปลี่ยนแปลงนี้หมายความว่าสเตเบิลคอยน์อาจทำงานได้เหมือนยอดเงินในบัตรมากกว่าสินทรัพย์คริปโต สามารถใช้จ่ายได้ทันทีที่เช็กเอาต์ผ่าน Visa, Mastercard หรือ Stripe สำหรับนักพัฒนา ข้อมูลนี้ชี้ว่าความต้องการอยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน ไม่ใช่แค่การออกโทเคนใหม่ สำหรับผู้ถือครอง ความเร็วในการหมุนเวียนอาจสำคัญกว่าปริมาณเหรียญที่เพิ่มขึ้นเมื่อประเมินการใช้งานจริงของสเตเบิลคอยน์ นักพัฒนากระเป๋าเงินและแอป รวมถึงผู้พัฒนาอุปกรณ์สวมใส่และแว่นอัจฉริยะ อาจเห็นว่าระบบรางสเตเบิลคอยน์มีประโยชน์มากขึ้นเมื่อเครือข่ายรายใหญ่เริ่มรองรับ ตัวเลขปริมาณเหรียญที่ทรงตัวยังชี้ว่าตลาดไม่ได้แค่พิมพ์เหรียญเพิ่มเพื่อโชว์การเติบโต แต่กำลังใช้เหรียญที่มีอยู่แล้วจริง ๆ
คำถามใหญ่กว่านั้น
หากปริมาณสเตเบิลคอยน์ยังทรงตัวต่อไป ในขณะที่ปริมาณการใช้จ่ายยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั่นบอกอะไรเกี่ยวกับวิธีที่คนใช้คริปโตจริง ๆ ใช้เป็นเงินสำหรับจ่าย หรือใช้เป็นสินทรัพย์สำหรับถือครอง เครือข่ายบัตรสร้างธุรกิจจากการเคลื่อนย้ายเงินอย่างรวดเร็วระหว่างคู่ค้า ขณะที่สเตเบิลคอยน์ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บมูลค่านอกระบบธนาคารดั้งเดิม ข้อมูลนี้ชี้ว่าสองโมเดลกำลังผสานเข้าหากัน คำถามที่ยังเปิดอยู่คือ อะไรจะกลายเป็นนิยามหลักของสเตเบิลคอยน์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เครื่องมือใช้จ่าย เครื่องมือออม หรือยูทิลิตีที่ทำได้ทั้งสองอย่างเท่าเทียมกัน
สิ่งที่ต้องจับตา
จับตาดูข้อมูลอัปเดตรอบถัดไปของ Allium ว่ายอดใช้จ่ายที่พุ่งขึ้นนี้จะยืนระยะตลอดปี 2026 หรือไม่ รวมถึงจับตาว่า Visa, Mastercard และ Stripe จะเผยแพร่ตัวเลขปริมาณธุรกรรมสเตเบิลคอยน์ของตัวเองเมื่อใด Bonuz จะติดตามต่อไปว่าระบบรางการชำระเงินเหล่านี้จะรองรับการใช้จ่ายผ่านอุปกรณ์สวมใส่และแว่นอัจฉริยะได้อย่างไร ในวันที่การเช็กเอาต์ไม่ต้องหยิบบัตรหรือโทรศัพท์ออกมาอีกต่อไป



