กองทุน Bitcoin ETF แบบสปอตของสหรัฐฯ เพิ่งสูญเสียเงินไหลออกสุทธิ 1.28 พันล้านดอลลาร์ภายในสัปดาห์เดียว ซึ่งถือเป็นการไหลออกที่หนักที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน และทำให้กระแสเงินรวมของปี 2026 พลิกกลับมาติดลบ ขณะที่ราคาบิทคอยน์แทบไม่ขยับเลย ซึ่งเป็นความแตกต่างที่ผู้ถือครองทุกคนควรทำความเข้าใจก่อนจะตีความตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งมากเกินไป
เกิดอะไรขึ้น
กองทุน Bitcoin ETF ของสหรัฐฯ มีเงินไหลออกสุทธิ 1.28 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นการปรับฐานรายสัปดาห์ที่หนักที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน และมากพอที่จะดันให้กระแสเงินสะสมของปี 2026 ติดลบ ตามรายงานของ The Block กองทุน IBIT ของ BlackRock ซึ่งเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม คิดเป็นสัดส่วนถึง 98% ของเงินไหลออกในวันศุกร์เพียงวันเดียว โดยมีเงินไหลออกจากกองทุนนี้เพียงกองทุนเดียวถึง 403 ล้านดอลลาร์
ในอีกด้านหนึ่ง กระเป๋าเงินที่ได้รับเงินทุนผ่าน Tornado Cash ได้แปลง ETH จำนวน 3,100 เหรียญเป็น USDC ประมาณ 6.92 ล้านเหรียญ ก่อนจะเปิดสถานะ Long Bitcoin มูลค่า 26 ล้านดอลลาร์ คู่กับสถานะ Short Ether บนแพลตฟอร์ม Hyperliquid ตามรายงานของ The Defiant ณ เช้าวันนี้ บิทคอยน์ซื้อขายอยู่ที่ 75,798 ดอลลาร์ ลดลง -0.14% ในรอบ 24 ชั่วโมง โดยมีช่วงราคาระหว่าง 75,541 ถึง 75,968 ดอลลาร์ ปริมาณการซื้อขายในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ที่ 10.46 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับมูลค่าตลาดรวม 1.52 ล้านล้านดอลลาร์
ที่มาที่ไป
ตลอดปี 2026 กองทุน Bitcoin ETF ของสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าเป็นบวกมาโดยตลอด ช่วยตรึงความต้องการจากฝั่งสถาบันให้มั่นคงตลอดทั้งปี แต่แนวโน้มนั้นสิ้นสุดลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อการไถ่ถอนเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนลบล้างกำไรสะสมของกระแสเงินทั้งปีไปจนหมด สัดส่วนเงินไหลออกที่กระจุกตัวอยู่ที่ IBIT มีความสำคัญ เพราะกองทุนนี้เป็นช่องทางหลักที่สถาบันใช้เข้าถึงบิทคอยน์ ดังนั้นแรงขายที่กระจุกตัวในกองทุนนี้จึงมักครอบงำภาพรวมของกองทุนทั้งหมด
สัปดาห์ที่ผ่านมายังมีความเคลื่อนไหวสำคัญอีกอย่างในโลกบิทคอยน์ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2026 นักพัฒนา Paul Sztorc ได้เปิดตัว eCash ซึ่งเป็นฮาร์ดฟอร์กจากโค้ดเบสของบิทคอยน์ สร้างขึ้นบนพื้นฐานการออกแบบ Drivechains ที่เขาผลักดันมานาน โดยผู้ถือครองที่คุมกุญแจส่วนตัวของตนเองอยู่ ณ บล็อกที่ 973,728 จะได้รับยอดคงเหลือ ECX เทียบเท่ากัน
เรื่องนี้สำคัญกับคุณอย่างไร
สำหรับผู้ถือ ETF การที่กระแสเงินปี 2026 พลิกเป็นลบ สะท้อนว่าโดยรวมแล้วเงินจากสถาบันกำลังขายกองทุนนี้ออกสุทธิในปีนี้ แม้ว่าราคาสปอตจะทรงตัวค่อนข้างนิ่งก็ตาม ช่องว่างดังกล่าวบ่งชี้ว่าอาจมีผู้ซื้อกลุ่มอื่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือระยะยาวหรือความต้องการนอกตลาด ETF ที่กำลังรองรับแรงขายนี้ไว้โดยไม่ทำให้ราคาขยับมากนัก
สำหรับผู้ที่เก็บเหรียญเอง (self-custody) การฟอร์ก eCash เพิ่มภารกิจใหม่ เพราะใครก็ตามที่ถือ BTC อยู่ ณ จุดสแนปช็อตนั้น จะถือ ECX ด้วยโดยอัตโนมัติ แต่การย้าย BTC ก่อนแยกสองเหรียญนี้ออกจากกันมีความเสี่ยงจาก replay attack สำหรับธุรกรรมที่ไม่ได้ป้องกันไว้ นักพัฒนาที่จับตา Drivechains ควรรู้ว่าตอนนี้มีไซด์เชนเปิดตัวแล้ว 5 สาย และวางแผนเปิดเพิ่มอีก 2 สาย
คำถามใหญ่กว่านั้น
หากกระแสเงินไหลเข้า ETF จากสถาบันยังคงลดลงต่อไป ขณะที่ราคาสปอตยังทรงตัวอยู่เช่นนี้ นั่นหมายความว่า ETF ไม่ใช่ตัวกำหนดราคาส่วนเพิ่ม (marginal price) ของบิทคอยน์อีกต่อไปแล้วหรือไม่ หรือเป็นเพียงเพราะสัปดาห์นี้เป็นตัวอย่างที่เล็กเกินไปจนยังสรุปอะไรไม่ได้
สิ่งที่ต้องจับตา
ข้อมูลกระแสเงินไหลเข้า-ออกของกองทุน ETF สหรัฐฯ รายสัปดาห์ยังคงเป็นจุดตรวจสอบถัดไปว่าแนวโน้มติดลบของปี 2026 จะลึกขึ้นหรือพลิกกลับ ในฝั่งของ eCash ไซด์เชนอีกสองสายคือ Photon และ CoinShift ยังมีกำหนดเปิดตัว และคาดว่าจะมีการจดทะเบียนซื้อขาย ECX ในตลาดแลกเปลี่ยนที่กว้างขึ้นเมื่อสภาพคล่องพัฒนาไป Bonuz จะติดตามความเคลื่อนไหวทั้งสองเรื่องนี้ต่อไป
บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการรับทราบเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน ราคาที่แสดงเป็นเพียงภาพรวม ณ ขณะหนึ่งและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีเนื้อหาใดในบทความนี้ที่เป็นคำแนะนำให้ซื้อหรือขายสินทรัพย์ใดๆ โปรดศึกษาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ



